Tuesday, March 17, 2009

ปฎิวัติสังคมไทย: ท่านจะช่วยเปลี่ยนสังคมไทยได้อย่างไร โดยคุณเพียงดิน ประชาไท

ปฎิวัติสังคมไทย: ท่านจะช่วยเปลี่ยนสังคมไทยได้อย่างไร โดยคุณเพียงดิน ประชาไท

Tuesday, March 17, 2009

ปฎิวัติสังคมไทย: ท่านจะช่วยเปลี่ยนสังคมไทยได้อย่างไร โดยคุณเพียงดิน ประชาไท 
หวังว่าคุณจีรนุชและประชาไท จะไม่เดือดร้อนเพราะบทความนี้... เขียนด้วยส่วนที่อ่อนโยนที่สุดของหัวใจแล้ว
โพสต์โดย : piangdin
icon ID # 785055 - โพสต์เมื่อ : 2009-03-17 19:22:36 _ ปิดข้อความ ex-link แก้ไข


ผมแปลกใจแต่ขอบคุณอย่างยิ่งที่กระทู้เจ้าปัญหาของผม ซึ่งได้รับความสนใจจากพี่น้องจำนวน
หนึ่ง ได้รับการกู้คืนมา ผมหมายถึงกระทู้นี้ครับ ที่หายไปสองครั้ง และไม่คิดว่าจะได้เห็นหน้า
กันอีกแล้ว
http://www.prachataiwebboard.com/webboard/wbtopic.php?id=784846#1647544

ผมไม่อยากให้คุณจีรนุชและพี่น้องเดือดร้อน แต่ก็พยายามไม่ตอแหล และพยายามเขียนใน
เรื่องที่สร้างสรรค์แบบไม่ให้ใครเจ็บปวดจนต้องออกมาปิดเว็บประชาไท

อันที่จริงก็มีเรื่องที่คิดมานานแล้ว แต่ไม่มีอารมณ์เขียนสักที เพราะหัวใจส่วนที่อ่อนโยนของผม
มันได้ถูกรัฐบาลกล้วยจำบ่ม (เละยิ่งกว่ามะม่วงนะครับ) และพฤติกรรมของอำมาตย์ทั้งหลาย
ในระยะสามปีหลังนี้ สะกดให้มันหยาบกระด้างไปมาก จนต้องวอร์มอัพกันนานทีเดียว กว่าจะ
สามารถเขียนบทความข้างล่างนี้ได้

ขอฝากบทความนี้ให้พี่น้องอ่าน และขอให้อ่านอย่างเปิดใจ หากไม่เห็นด้วยในเบื้องต้น
ขอให้สงบจิตสงบใจแล้วลองอ่านซ้ำนะครับ... เพราะนี่เป็นทางออกที่ดีที่สุดของสังคมไทยครับ
มันทำยาก แต่หากเราไม่เลือกทางนี้ เราจะเดือดร้อนไปอีกนานและจะสูญเสียมหาศาล
แต่กระนั้น การเลือกทางที่ผมเสนอนี้ ต้องอาศํยรายละเอียดในเชิงการวางแผนและการร่วมมือ
ร่วมใจ ตลอดจนการจัดระบบใหม่ หรือการอภิวัฒน์สังคมไทยแบบต้องทนเจ็บปวด อย่าง
รอบคอบและไม่เห็นแก่ตัวและประโยชน์ของหมู่คณะ บทความยาวหน่อยนะครับ

------------------------------------------------------------
ปฎิวัติสังคมไทย: ท่านจะช่วยเปลี่ยนสังคมไทยได้อย่างไร
เพียงดิน


"Whenever you have truth it must be given with love, or the message and the
messenger will be rejected"--Gandhi


มหาตมะ คานธี นักประชาธิปไตยผู้ยิ่งใหญ่แห่งโลกตะวันออก ได้กล่าวไว้ว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่
ท่านมีความจริงจะบอกแก่ผู้อื่น จงแบ่งปันด้วยความรัก มิเช่นนั้น ทั้งสิ่งที่อยากบอกและตัวผู้
บอกเอง จะถูกปฏิเสธ คำกล่าวนี้ สามารถนำมาปรับใข้ได้กับการเคลื่อนไหวปฎิวัติ
ประชาธิปไตยไทยอย่างยิ่ง แต่อาจจะต้องอาศัยความเข้าใจที่เหนือการมองแบบผิวเผินและ
อารมณ์อันคุกรุ่นสักหน่อย

ผมมีโอกาสนั่งดูคุณวิกรม นั่งพรรณาเรื่องปัญหาการเมืองไทยกับคุณสรยุทธ ในรายการจับเข่า
คุย เมื่อ 16 มีนาคม ศกนี้ (โปรดดูคลิ๊ปรายการออนไลน์ที่
http://video.gigchat.com/view_7d8167224d5eebc95cb8.html) จึงมีโอกาสได้
เห็นคนที่เคยมองทักษิณแบบสาดเสียเทเสีย คนที่เคยทรนงในตนเองมหาศาล อย่างคุณวิกรม
มานั่งนึกย้อนถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจากความแตกแยกทางการเมือง ผมพยายามจับน้ำ
เสียงของเขาว่า มีกระแสสีเหลืองและความทรนงอยู่มากน้อยแค่ไหน กลับพบว่า เหลือน้อย
เหลือเกิน กลายเป็นคนมององค์รวมของความเป็นคนร่วมชาติ กลายเป็นการมองความจริงบน
พื้นฐานของคนที่ปลงตกกับข้อมูลที่เห็น ก็น่าอยู่ล่ะครับ ข้อมูลที่เต็มตาตนเองจากการลงทุน
ส่วนตัวที่ถูกกระทบอย่างรุนแรงเงินหายไปนับสี่พันล้าน และการได้เห็นความเจริญเติบโตของ
คนเวียตนาม ที่ปริมาณการลงทุนจากต่างประเทศในช่วงปีที่ผ่านมาเหนือกว่าประเทศไทย
700% หรือมากกว่าเราเจ็ดเท่า!

วันนี้ คนไทยหลายคนที่ไม่ชอบบรรดาคนสีเหลือง ก็คงอดจะสะใจ สมน้ำหน้าไม่ได้ แต่นึกไป
นึกมา คนไทยคนหนึ่งจนลง ก็แปลว่าประเทศไทยเราสูญเสียไปด้วย เพราะเราทั้งหลายอยู่ใน
ข้องเดียวกันครับ ปลาตายหนึ่งตัวมันก็เป็นไปทั้งข้องแน่ หากเราต้องอุดอู้อยู่ด้วยกัน ก็คงต้อง
ตายเพราะน้ำเน่าแน่ เพราะอย่างไรก็ตาม เรายังคงผูกพันเป็นพี่น้องร่วมชาติกัน ตัดกันไม่ขาด
หากคิดให้ดี เราจะเห็นว่า ท่าทีที่มองปัญหาด้วยสติเพิ่มขึ้น และด้วยอคติที่ลดลงพร้อมกับ
อัตตานี้แหละ ที่จะทำให้เราสื่อสารถึงกันได้ดีขึ้น สื่อสารด้วยความจริงที่ใสและตกตะกอน และ
สื่อถึงใจกันได้ง่ายขึ้น ผมนั่งฟังรายการนี้ด้วยความคิดว่า บัดนี้ถึงเวลาแล้ว ที่ทุกฝ่ายในบ้าน
เมืองเรา ต้องถอยกันคนละก้าว แล้วคิดพิจารณาทบทวนหน้าหลัง แยกความจริงออกจากอคติ
มองคนไทยทุกฝ่ายแบบคนไทยด้วยกัน มองผลประโยชน์และความชอบส่วนตนให้น้อยกว่าผล
ประโยชน์ร่วมกันในฐานะคนร่วมชาติ แล้วก็มองให้ออกถึงผลของสิ่งที่เราได้ทำมาแล้วและ
กำลังทำอยู่

เขียนมาอย่างนี้ เหมือนกับว่าผมจะไม่มีอคติ และไม่มีจุดยืน เปล่าหรอกครับ ผมมิอคติและมีจุด
ยืนชัดเจนมั่นคง คือผมเห็นว่า เสรีประชาธิปไตยเท่านั้น ที่จะเป็นทางออกระยะยาวที่แท้จริง
ของสังคมไทย พวกอำมาตย์ต้องยอมรับว่าตนเองเห็นแก่ตัว รักตัวเองมากเกินไป ไม่เห็นหัว
คนอื่น โลภมากอยากได้เกินกว่าที่ตนควรจะได้ และไม่ยอมให้คนอื่นได้รับผลของการบริหาร
อำนาจและจัดการผลประโยชน์ตามระบอบที่ใช้อยู่ จนไม่สนว่าวิธีการจะทำร้ายประเทศชาติ
และตนเองเพียงใด ขอเพียงให้สมที่ตนอยากได้ จนการกระทำทุกอย่างที่ผ่าน ๆ มา กลายเป็น
ความหลงผิด เชื่อผิด ๆ ว่าตนรักชาติ เชื่อผิด ๆ ว่าตนทำดีมากกว่าคนอื่น เชื่อผิด ๆ ว่าตนรู้ดีกว่า
ชาวบ้าน เชื่อผิด ๆ หรือหลงผิดว่า ตนเองทำประโยชน์ด้วยการเสียภาษีให้บ้านเมืองมากกว่าชาว
บ้าน จึงควรมีสิทธิมากกว่า ฯลฯ ผมเชื่อว่าพวกอำมาตย์และคนสีเหลือง ทำบาปกรรมให้กับ
บ้านเมืองไว้มาก แต่ผมก็เข้าใจว่า คนจำนวนมากเป็นแค่เบี้ยให้เขากำกับ โดยผู้กำกับตัวเป้ง ๆ
มีไม่กี่ตัวไม่กี่กลุ่มหรอก พอนับหัวได้ ดังนั้น เราจึงควรแยกให้ออก ว่าใครเป็นใคร และการจะ
ดำเนินการใด ๆ ก็ต้องให้อยู่บนความเข้าใจตรงนี้ได้

ครับ ผมมีอคติ เพียงแต่ผมเชื่อว่ามันไม่ได้เกิดจากความโลภ โกรธ หรือหลงใด ๆ ผมเชื่อว่ามัน
เป็นฉันทาทิฎฐิ ไม่ใช่มิจฉาทิฎฐิ เพราะ เป็นสิ่งที่อยู่บนเจตนาดี หวังดีแด่ทุกคนทุกฝ่าย แม้ว่าจะ
มีความไม่พอใจบางคนบางกลุ่มที่มีส่วนทำให้บ้านเมืองย่ำแย่ขนาดไหนก็ตาม การคิดก็ต้อง
พยายามคิดเผื่อให้พวกเขาด้วย เพราะเราไม่สามารถแก้ปัญหาใด ๆ ด้วยตัวเราเพียงลำพัง
โดยที่คนอื่นไม่ยอมแก้ โดยเฉพาะคนที่อยู่ในอำนาจ คนที่เคยได้เปรียบ

Paolo Freire นักคิดทางปรัชญาการศึกษาสำหรับผู้ถูกกดขี่ กล่าวว่า ผู้กดขี่นั้น นอกจากเป็น
คนที่มีจิตใจคับแคบกดขี่เอาเปรียบและมองไม่เห็นผู้อื่นเป็นมนุษย์เท่าเทียมกับตนแล้วนั้น แท้
จริงแล้วยังเป็นคนอ่อนแออย่างยิ่ง พวกนี้อ่อนแอและกลัวจะสูญเสียความได้เปรียบ กลัวจะถูก
เอาคืน กลัวการเปลี่ยนแปลง และกลัวต่าง ๆ นานา ดังนั้น พวกนี้จะไม่สามารถช่วยตัวเองให้
หลุดพ้นจากจิตใจที่ต่ำและเคยชินกับการเอาเปรียบหรือกดขี่ได้ คนที่จะสามารถช่วยตัวเองให้
หลุดพ้นจากการมองคนอื่นหรือถูกมองว่าเป็นทาสไพร่ต้อยต่ำกว่าตนและจากการกระทำการ
เอารัดเอาเปรียบผู้อื่นได้นั้น ต้องเป็นผู้ที่เคยถูกกดขี่มาก่อนเท่านั้น ดังนั้น เราจึงสังเกตุเห็นได้
ว่า คนอย่างอภิสิทธิ์ แม้ว่าจะได้เปรียบทางการศึกษามากปานใด ได้อภิสิทธิ์ในชีวิตมามาก
เพียงใด เขาก็จะไม่สามารถเห็นในสิ่งที่นายกทักษิณเห็น ไม่สามารถพูดออกมาจากหัวใจที่เข้า
ใจชีวิตความเป็นมนุษย์ได้อย่างคุณณัฐวุฒิ และเมื่อเรานึกกลุ่มคนในสถาบันพระมหากษัตริย์ที่
ถูกป้อยอ เอาใจด้วยคำและการกระทำ จนแทบไม่เป็นมนุษย์อยู่แล้วนั้น พวกเขายิ่งต้องการ
ความช่วยเหลือจากพวกชาวบ้านร้านช่อง คนเดินดินกินข้าวแกงอย่างพวกเรา หรือจะยก
ตัวอย่างเช่น พลเอกเปรม ซึ่งเคยชินอยู่กับระบบที่มีลูกน้องคอยเลียแข้งเลียขา และยิ่งขึ้นไป
อยู่คู่ราชบัลลังก์ เขาก็ยิ่งไม่สามารถรู้สึกถึงความเป็นคนเดินดินได้เหมือนเดิม เขาต้องการ
ความช่วยเหลืออย่างยิ่ง เมื่อมองถึงคนอย่างสนธิ ล็มทองกุล นี่ก็ยิ่งน่าสงสาร เพราะเขาเป็น
คนทะเยอะทะยานและใช้พรสวรรค์ตนเองในทางที่ผิด คือสร้างเครื่อข่ายอำนาจและขยาย
อำนาจออกไปเพื่ออิทธิพลส่วนตัวและการสร้างแผนคอยแบล็คเมล์ผู้คนเพื่อสู่อำนาจ เมื่อทำ
สำเร็จ เขาก็หลงตัวเองจนยอมรับที่จะแพ้ใครไม่ได้ ความโกรธ เกลียด โลภ และหลงของเขา
จึงหนักและแรงเกินกว่าจะเยียวยา เขาเป็นเหมือนคนเป็นโรคมะเร็งทางศีลธรรมขั้นสุดท้ายแล้ว
นะครับ ไม่มีทางช่วยตนเองได้ หรือจะมองนักธุรกิจอย่างคุณวิกรมนี้เล่า ประสบการณ์การ
ต้องต่อสู้กับระบบที่กดขี่ชีวิตเขาอยู่ ทำให้เขาอาจจะเรียนรู้อะไรได้ดีขึ้นและง่ายกว่า แต่ด้วย
สันดานการขี่ผู้อื่นมามาก เขาเองก็คงยังต้องการได้รับการปลดปล่อยต่อไป และคนที่จะปลด
ปล่อยคนอย่างพวกนี้ได้ดีที่สุด ไม่ใช่ใครครับ ชาวบ้านร้านช่อง หรือคนชั้นกลางถึงชั้นสูงที่มี
หัวใจเพียงดิน เคียงรากหญ้านั่นเอง เพราะคนพวกนี้ ผ่านการตรากตรำจ่ำทนมามาก เขามีความ
เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกชา อันเป็นธรรมสำหรับพรหม หรือธรรมสำหรับผู้นำ เสียงของ
คนรากหญ้าหรือคนที่สนับสนุนคนยากคนจน ที่อยู่บนรากฐานความรัก หรือพรหมวิหารสี่นี้
แหละครับ ที่จะช่วยให้คนที่เคยกดขี่ได้สำนึก ได้เรียนรู้และปรับตัวในที่สุด

แต่การจะทำอย่างนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในระยะที่เรายังเผชิญหน้า และฝ่ายผู้กดขี่ยัง
ไม่รู้สึกถึงผลกรรมของพวกเขาโดยตรงมากพอ และยังมีจิตใจโหดเ*****้ยมที่จะทำร้ายชาวราก
หญ้าข้าติดดินในสายตาพวกเขา แต่ก็หวังว่า คนที่อยู่เบื้องหลังม๊อบ คงเรียนรู้ได้จากความ
เสื่อมเฉพาะตนและการสูญเสียทรัพย์สินตลอดจนความสุขและสันติในใจของตนไปมากพอ
แล้ว ส่วนนักธุรกิจและกลุ่มผลประโยชน์ทั้งหลายทีรวมหัวกันทำการอันเป็นปฎิปักษ์ต่อการ
พัฒนาบ้านเมืองและการค้าขายกับเพื่อนร่วมโลก ป่านนี้คงมิต่างจากคุณวิกรมมากนัก ส่วนคนสี
เหลืองที่เป็นชาวบ้านหลงผิดนั้นเล่า ก็คงเริ่มได้คิด ว่าสิ่งที่เคยหลงมานานนั้น มันเป็นยาพิษที่
กำลังออกผลร้ายแรง แต่ก็มีหลายส่วนของคนที่มีจิตใจกดขี่ผู้อื่นที่ยังคงจมปลักอยู่กับความ
โลภ โกรธและหลง และยังมีจิตใจหยาบกระด้างและรุนแรงอยู่ คนพวกนี้แหละที่เป็นโจทย์ให้
เราต้องแก้ เราต้องการให้เขากลายเป็นคนมีสติที่อุดมด้วยเมตตา กรุณา มุทิตาและอุเบกขา ที
สอดคล้องกับแนวทางแห่งเสรีประชาธิปไตย การดุด่าว่ากล่าว การประจาน การทำร้ายรุนแรง
ฯลฯ ย่อมไม่ใช่วิถีที่ถูกต้อง ย่อมไม่ใช่ทางออกที่แท้จริง การให้อภัยจังเป็นสิ่งที่ยากเหมือน
ยาขมที่พวกเขาคนสีแดง ที่มีแต่ยอม ยอม ยอม โดยไม่ใช่เพราะเราโง่ แต่เพราะเราสงสาร
ประเทศชาติ เราคิดมากกว่าพวกที่จิตใจหยาบกระด้างชอบกดขี่เอาเปรียบเหยีบบย่ำต่างหาก
แต่เราก็ต้องให้อภัยและรักษาสิ่งที่เราอยากให้เกิด คือ เมตตา กรุณา มิทิตาและอุเบกขาและ
อื่น ๆ อีกมากมายที่เราต้องมีในสังคม เพื่อให้สังคมเดินหน้าต่อไป ดังที่ท่านคานธี ได้กล่าวไว้
ว่า

"We must become the change we want to see."
เราต้องเปลี่ยนตัวเราให้เป็นอย่างที่เราใฝ่ฝีนอยากเห็นก่อน

นั่นคือ หากเราอยากให้สังคมสันติสุข เราต้องมีสันติสุขในตัวเองและแสวงสันติสุขก่อน

และนี่คือสิ่งสำคัญอย่างยิ่งใหญ่ที่คนสีแดงและแกนนำทำถูก คือเราเอาอหิงสธรรม เป็นเครื่องชี้
นำการต่อสู้ เราต้องรักษาตรงนี้ไว้ให้ดี เพราะการฆ่าฟันเมื่อเริ่มแล้ว มันจบยาก การเริ่มมันไม่
ยากนะครับ แต่การเลิกนั้น มันจะยิ่งยากเป็นร้อยเท่าทวีคูณ


คนที่เข้มแข็งจริง ๆ เท่านั้นที่จะให้อภัยได้ นี่ก็เป็นสิ่งทีท่านคานธีกล่าวไว้ เราต้องถามตัวเรา
เองว่า เราให้อภัยคนที่อยู่เบื้องหลังม๊อบได้ไหม? เมื่อให้อภัยแล้ว เราจัดที่จัดทางให้เขาอยู่พอ
สมฐานะและไม่มาเป็นยาพิษให้กับระบอบได้ไหม? เราให้อภัยคนสีเหลืองที่หลงผิดได้ไหม?
เราให้อภัยนักการเมืองที่ทำผิดชั่วได้ไหม? แม้ว่าเราไม่สามารถยกความผิดให้กับใครได้ แต่
เราสามารถลดความรู้สึกโกรธแค้น ลดการก่นด่าอย่างไม่สร้างสรรค์ แล้วหันมามีบทสนทนา
ร่วมกันบนพื้นฐานพรหมวิหารสี่ให้ได้ เมื่อเรามีความจริงเกี่ยวกับสาเหตุของปัญหาที่ทำให้เมือง
ไทยเราก้าวมาเกือบแปดสิบปีแบบปลงทาง เมื่อเรารู้ว่าใครกดขี่ใครถูกกดขี่แล้วผลเสียมันเป็น
อย่างไร เมื่อเรารู้ว่า สังคมที่ให้เกียรติและความเสมอภาคมันดีอย่างไร และเมื่อเรามีความจริง
จากใจของคนที่เป็นผู้ถูกกดขี่ที่เข้มแข็ง เป็นธรรม มีอารยะและสูงกว่าอยู่ในตัวเราแล้ว เราก็
ควรพัฒนาและใช้มันให้เกิดประโยชน์ในเชิงสร้างสรรค์ที่สุด


เราทำอะไรได้หลายอย่างนะครับ ลองคิดดูแล้วจะเห็นว่า เรามีทางเลือกเป็นร้อยเป็นพันที่ทำ
ได้ ผมเขียนบทความที่พยายามฝากถึงสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อให้ทราบว่า อย่าได้กลัว
ประชาชนคนไทย ขอให้ทรงสำนึกว่า สิ่งที่เป็นอยู่มันมีที่มาที่ไปที่เกี่ยวเนื่องด้วยความจำเป็น
ของการต้องปรับพระราชฐานะ ผมเขียนถึงอภิสิทธิ์ตั้งแต่สมัยการเมืองยุ่งเหยิง พยายามให้
อภิสิทธิ์กลายเป็นพระเอกด้วยการยอมรับความพ่ายแพ้และลงเลือกตั้งเมื่อก่อนการรัฐ
ประหาร ผมพยายามพูดกับทุกคนไม่ว่าสีไหน ให้เห็นมากกว่าแค่อารมณ์ความเชื่อและความ
รู้สึกส่วนตน หรือการมองประเด็นด้วยอคติ ซึ่งผมยอมรับว่ามันยาก และการให้อภัยมันยิ่งยาก
แต่ พี่น้องสีแดงอาจจะคิดว่า การยอมและพยายามทำดีนั้น มันจะไร้ผลและเราจะพ่ายแพ้ แต่
ท่านคานธีก็ได้สอนให้เราสร้างพลังมหาประชาชนควบคู่ไปด้วย และอหิงสานั้น เป็นวิธีการที่ไม่
รุนแรง แต่ผลมันรุนแรงยิ่งกว่าสิ่งใด และวิธีการมันมีมากมายยิ่งกว่าสะเก็ดระเบิดปรมณูด้วย
ซ้ำ เราต้องฉลาดที่จะทำสิ่งเหล่านั้นไปด้วย แต่อย่างไรก็ตาม การก้าวไปสู่การสร้างมิตร สร้าง
ความเข้าใจ สร้างความรู้สึกว่าศัตรูทางความคิดแต่เป็นเพื่อนร่วมชาตินั้นเป็นพวกเรา มากกว่า
เน้นคำว่าพวกมัน และอะไรอีกมากมายที่เราทำได้ มันเป็นทางที่วิเศษที่สุดที่เราทำได้ ยิ่งเรา
ทำกันจนเป็นนิสัยและเป็นวงกว้าง มันยิ่งจะเกิดผลชัดเจน หากเรารอคอยจนเจ็บปวดและกลัว
ว่าจะต้องเจ็บปวดซ้ำซาก ต้องสูญเสียและล้มหายตายจากกันอีก ก็จงคิดไว้ว่า ไม่มีใครทำร้าย
เราได้แท้จริงหรอก หากเราไม่ยอมและเราเข้มแข็งพอ ดังที่ท่านคานธีท่านพูดด้วยว่า
"ไม่มีใครทำร้ายเราได้ หากเราไม่ยอมให้พวกเขาทำร้ายเรา"

การเคลื่อนไหวประชาธิปไตยในไทย ไม่ใช่เรื่องง่ายครับ ในระดับที่หยาบ เราคงต้องดำเนินการ
อย่างที่เราทำ แบบดิบ ๆ แบบเผชิญหน้าด้วยเหตุผล แบบมีการถกเถียง แต่เราทำถูกแล้วที่เน้น
เหตุผลและเรียกร้องอารยธรรมเป็นที่ตั้ง แต่ในระดับที่ลึกซึ้ง ละเอียดอ่อนและถาวรแล้ว ผม
เชื่อว่า ธรรมะของมหาตมะ คานธี ควรค่าแก่การใส่ใจพิจารณาและนำไปใช้อย่างยิ่ง ผมไม่หวัง
ให้ทุกท่านเข้าใจและเห็นด้วย แต่อยากเสนอเพื่อให้ทุกท่านได้คิด ทุกสิ่งที่ท่านตัดสินใจทำ
หรือไม่ทำ และวิธีการที่ท่านทำสิ่งใด ๆ นั้น มันมีค่าต่อการเปลี่ยนแปลงรอบตัวท่านเสมอ...
อย่าดูถูกพลังในตัวของท่าน จงใช้พลังอย่างสร้างสรรค์ มีสติ และอยู่บนรากฐานของความรัก
เถิด พี่น้องไทยทุกหมู่เหล่า


-----------------------------

แก้ไขล่าสุดเมื่อ 2009-03-17 20:56:03


โพสต์โดย : fanny
ID # 1647561 - โพสต์เมื่อ : 2009-03-17 19:40:18 _ ปิดข้อความ ex-link 



fanny เห็นด้วยกับบทความนี้....ไม่ได้จุดใดที่เห็นต่างไป
เพียงแต่มีบางมุมที่อดน้อยใจไม่ได้ว่า

ยามที่พวกคนรากหญ้าร้องเรียกความสมานฉันท์ ร้องเรียกความเป็นธรรม
ร้องเรียกให้เห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติโดยส่วนรวม.....คนชั้นนำของประเทศเหล่านี้ ไม่เคยไยดี กลับทำในสิ่งตรงกันข้าม ฟาดงวงฟาดงา แบบไม่แคร์ว่าจะเกิดความเสียหายแก่บ้านเมืองเช่นไร

แต่ เมื่อถึงคราวที่ฝ่ายเค้าใกล้ถึงมุมอับ หรือเพลี่ยงพล้ำ....พวกคนชั้นนำเหล่านี้ก็จะออกมาเรียกร้องให้เห็นแก่ประเทศ ชาติบ้านเมือง...เรียกร้องการประนีประนอมทุกครั้ง


มันเหมือนเวลาเรายื่นมือให้เค้าจับเพื่อแสดงความสามัคคี นอกจากเค้าไม่จับแล้ว ยังสะบัดและเอาไม้มาตีหัวเราแตก เลือดไหลอาบ..
พอเราคิดสู้ และเริ่มสู้แบบเอาจริง...และฝ่ายเค้าเริ่มเพลี่ยงพล้ำ...
เค้าก็จะออกมาขอจับมือ ตะโกนหา "ความสามัคคี"

fanny ไม่ได้เห็นต่างนะคะ เห็นด้วยกับบทความนี้ที่เสนอทางออกที่ดีแก่สังคม.....เพียงแต่มันอดนึกในมุมนั้นไม่ได้..


แก้ไขล่าสุดเมื่อ 2009-03-17 19:47:32


โพสต์โดย : piangdin
icon ID # 1647579 - โพสต์เมื่อ : 2009-03-17 19:52:04 _ ปิดข้อความ ex-link แก้ไข


สวัสดีครับ คุณ Fanny ขอบคุณที่สนใจครับ
อาการที่ฝ่ายผู้ปกครอง ฝ่ายอำมาตย์ ทำผิดคิดชั่วจนเกินเลย
ผิดทำนองคลองธรรม และผิดแม้กระทั่งกฎหมายระหว่างประเทศ จนบ้านเมือง
เสียหายมหาศาลนั้น มันเข้ากับกฎที่ผมบอกไว้ว่า พวกนี้อ่อนแอมาก ไม่สามารถ
เข้าใจชีวิตที่มีมนุษยธรรมและไม่สามารถเปลี่ยนตนเองได้เอง เราจึงต้องช่วย
เหลือพวกเขา ซึ่งตรงนี้แหละที่สำคัญ คือ เราจะช่วยพวกเขาได้อย่างไร???

แค่คิดอยากจะช่วยมันก็ยากอยู่แล้ว เพราะเราโกรธแค้นมากมาย
จะให้ไปคิดเผื่อพวกเขาอีก... มันยากครับ แต่หากทำได้ มันเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
แต่ประวัติศาสตร์ไม่ได้มีตัวอย่างเช่นนี้มากมายนัก อินเดีย และ
อัฟริกาใต้ ดูเหมือนจะเป็นตัวอย่างที่พอเห็นได้ชัดที่สุด แต่ก็ไม่ใช่จะได้มาง่าย

ผมเชื่อว่าประเทศไทยน่าจะเป็นไปได้ เพราะพื้นฐานนิสัยคนไทย
ยังมีความเป็นพุทธอยู่มากกว่าประเทศต่าง ๆ ค่อนโลก


โพสต์โดย : สาวน้อยคลองรังสิต
ID # 1647580 - โพสต์เมื่อ : 2009-03-17 19:52:05 _ ปิดข้อความ ex-link 


โลกแห่งอุดมคติ และโลกแห่งความจริง

มันแตกต่างกันมากเหลือเกินท่าน


ทุกวันนี้ หลังจากมหาตมะคานธีถูกลอบสังหาร

ชาวอินเดียก็ยังต้องเจ็บปวดอยู่เหมือนเดิม....

ด้วยความเคารพ


โพสต์โดย : piangdin
icon ID # 1647587 - โพสต์เมื่อ : 2009-03-17 19:58:27 _ ปิดข้อความ ex-link แก้ไข


คุณพูดถูกเลยครับ คุณสาวน้อยคลองรังสิต
ผมไม่ได้บอกเลยว่ามันง่าย และมันไม่เจ็บปวด

คุณลองนึกถึงประวัติของพระเยซูคริสต์สิครับ

หากจะเอาให้ใกล้ตัว ก็ขอให้นึกถึงพระเวชสันดรนะครับ

อันนี้เป็นธรรมที่สูงมาก ผมเองก็ไม่แน่ใจว่า จะเอามาประยุกต์ได้ขนาดไหน
เพราะคนที่จะนำตรงนี้ได้ จิตใจและบารมีต้องสูงมาก ๆ
ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่มีพระเยซู เมนเดลล่า คานธี หรือแม่ชีเทเรซ่า มากกว่า
ที่เราเห็น



แก้ไขล่าสุดเมื่อ 2009-03-17 20:00:53


โพสต์โดย : หัวเทียน
icon ID # 1647590 - โพสต์เมื่อ : 2009-03-17 20:00:08 _ ปิดข้อความ ex-link 


เป็นแนวทางที่ดี แต่ผมยังมองไม่เห็นว่าจะมีคนไทยสักคนที่จะมีบารมีมากพอ มาเป็นผู้นำที่จะเดินตามแนวทางนี้

อัครมหาบุรุษอย่างคานธีไม่ใช่จะเฟ้นหาตัวขึ้นมาได้ง่าย แนวทางอหิงสาของท่านมันยากมากที่จะปฎิบัติ ท่านโดนตีจนเลือดอาบไม่รู้กี่ครั้งท่านก็ยังไม่ตอบโต้เพราะยึดหลักอหิงสา จนคนที่ตีท่านไม่กล้าที่จะตีต่อ ผมคนหนึ่งที่ยอมรับเลยว่าไม่มีความอดทน และความกล้าหาญเช่นนี้


โพสต์โดย : ดวงจำปา
ID # 1647594 - โพสต์เมื่อ : 2009-03-17 20:01:57 _ ปิดข้อความ ex-link 


ชื่นชมในความรู้ความสามารถ และจิตวิญญาณของการเป็นนักต่อสู้ของคุณเพียงดินมากค่ะ

ดิฉันติดตามกระทู้ของคุณเพียงดินอยู่ตลอด
มีบทความจำนวนมากของคุณที่ดิฉันได้เก็บบันทึกไว้
รวมทั้งบทความก่อนหน้านี้และบทความนี้

หนทางเส้นนี้อีกยาวไกลเหลือเกิน
ดิฉันดีใจที่เห็นคุณกลับมาโพสต์ใหม่
นี่แหละค่ะคนจริง ต้องลุกขึ้นได้ไวอย่างมีชั้นเชิงแบบนี้
โปรดถนอมกำลังกาย กำลังใจ เดินร่วมเส้นทางกันต่อไปนะคะ











โพสต์โดย : เที่ยวไปตามตะวัน
icon ID # 1647597 - โพสต์เมื่อ : 2009-03-17 20:04:36 _ ปิดข้อความ ex-link 


อ่านเฉยๆๆ


โพสต์โดย : piangdin
icon ID # 1647600 - โพสต์เมื่อ : 2009-03-17 20:05:59 _ ปิดข้อความ ex-link แก้ไข


สวัสดีครับ คุณหัวเทียน

คนสีแดงเรา ได้ก้าวมาไกลมาก ในแง่การชูประเด็นอหิงสา
หากเป็นประเทศอื่น เรามีการฆ่าฟันกันไปแบบเลือดนองแผ่นดินไปแล้วครับ
ผมเชื่อว่าหากมีคนที่เข้าใจหลักตรงนี้ และหัวใจใหญ่กว่าคนทั่วไป
บารมีสูง และสติปัญญาในการนำมวลชนเยี่ยม ตลอดจนความสามารถในการ
สื่อสารกับกลุ่มผู้กดขี่มีสมบูรณ์ละก้อ เราอาจจะได้เห็นสิ่งที่เป็นอุดมคติ
ในแนวประชาธิปไตยแบบพุทธนะครับ แนวคิดแบบราชประชาสมาศรัยนั้น
ไม่ใช่เรื่องน่าเกลียดเลย แต่ราชาต้องเรียนรู้ที่จะถ่อมองค์ และยินยอมที่จะ
เสียอวัยวะเพื่อรักษาชีพ และมองเห็นความอยู่เย็นเป็นสุขของอาณาประชาราษฎร์
ยิ่งใหญ่กว่าความเป็นอมตะและมั่งคั่งเฉพาะวงศ์ตระกูลของตน อันนี้
เป็นเรื่องไม่ง่าย เราต้องดูว่า คนที่เกิดมามีบุญเหนือคนทั่วไป จะทำตัว
อย่างพระเวชสันดร หรือชูชก?



โพสต์โดย : The Kingdom
ID # 1647603 - โพสต์เมื่อ : 2009-03-17 20:09:02 _ ปิดข้อความ ex-link 


สวัสดีครับคุณเพียงดิน ทราบไหมว่าคุณเพียงดินทำให้ผมมีงานเพิ่มขึ้นอีกอย่างหนึ่ง คือ ต้องคอยเก็บบันทึกกระทู้ของคุณเพียงดินเอาไว้ เพื่อเป็นหลักฐานการลุกขึ้นสู้ด้วยเหตุผลของประชาชนธรรมดาในส่วนหนึ่ง และความประทับใจในความมุ่งมั่นเพื่อสังคมที่ดีกว่าของคุณอีกส่วนหนึ่ง
คุณเพียงดินนำเสนอเรื่องของการแสดงความเมตตาต่อกัน ซึ่งท้ายสุดจะนำมาซึ่งความสงบสุขของสังคมนั้นเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่ง เรื่องที่ผมพยายามหาคำตอบอยู่ก็คือใครจะเจรจากับใคร เราจะเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ จะมีใครเจรจากับเราไหม การต่อสู้จะลงเอยเช่นไร เพื่อนประชาไทหลาย ๆ ท่านได้คาดการณ์ไว้ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน
ส่วนตัวของผมก็ยังเห็นว่าสังคมประชาธิปไตยจะนำไปสู่ความเมตตาเอื้ออาทรต่อ กันได้มากกว่าสังคมแบบอื่น สุดท้ายแม้ทุกท่านจะแตกต่างกันไม่ว่าจะด้านใด หากมีความเมตตาเป็นตัวประสานเราก็จะไม่แตกแยกกัน
ขอบคุณครับ


โพสต์โดย : piangdin
icon ID # 1647605 - โพสต์เมื่อ : 2009-03-17 20:09:54 _ ปิดข้อความ ex-link แก้ไข


ขอบคุณสำหรับไมตรีจิตครับ คุณดวงจำปา เมื่อเจตนาของผมไม่ได้มาเพื่อ
เสริมอัตตาตัวเอง แต่มาเพื่อหาโอกาสทำอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อบ้านเมือง
ผมคงไม่ทิ้งโอกาสนี้ไปง่าย ๆ และไม่ทำลายโอกาสของพี่น้องเราจำนวนมากาย

ประชาไทมันมีชีวิตครับ คนที่เป็นส่วนหนึ่งของที่นี่แล้ว หนีไปไหนยาก
ดูอย่างท่านยักษ์หลงทาง พิเภกนั่นปะไรครับ

ขอบคุณที่กรุณาบอกว่าได้แวะมาอ่านครับ คุณเที่ยวไปตามตะวัน




โพสต์โดย : สาวน้อยคลองรังสิต
ID # 1647614 - โพสต์เมื่อ : 2009-03-17 20:15:40 _ ปิดข้อความ ex-link 


เห็นด้วยอย่างยิ่งกับท่านเพียงดินที่ใช้ธรรมะแก้ปัญหา

ตัวเองก็พยายามให้อภัยและอโหสินับครั้งไม่ถ้วน

ถ้าทุกคนคิดได้อย่างเราๆท่านๆก็คงดี

วันนี้คงไม่ต้องบอบช้ำกันถ้วนหน้าอย่างนี้




โพสต์โดย : หัวเทียน
icon ID # 1647619 - โพสต์เมื่อ : 2009-03-17 20:18:18 _ ปิดข้อความ ex-link 


คุณเพียงดินครับ ถ้าชนชั้นปกครองของไทยมีเมตตาและรักมวลชนจริงเหตุการณ์เช่น 14 ตุลา 6ตุลา และพฤษภาทมิฬ คงไม่เกิดขึ้น การปิดสนามบินคงไม่มีใครกล้าทำ ประวัติศาสตร์มันชี้ให้เห็นอนาคตครับ

แต่ผมก็เอาใจช่วยแนวคิดของคุณนะ


โพสต์โดย : ป้านินจา
icon ID # 1647621 - โพสต์เมื่อ : 2009-03-17 20:19:47 _ ปิดข้อความ ex-link 


มาให้กำลังใจคุณเพียงดินค่ะ

ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ....
และกระทู้คุณภาพนะคะ....!!!




โพสต์โดย : piangdin
icon ID # 1647630 - โพสต์เมื่อ : 2009-03-17 20:26:21 _ ปิดข้อความ ex-link แก้ไข


ขอบคุณสำหรับกำลังใจที่กระทู้ก่อนครับ คุณป้านินจา

คุณหัวเทียน และคุณสาวน้อยคลองรังสิต ครับ เราหยุดแค่ความรู้ไม่ได้ครับ
เราต้องพยายามเอาความรู้ไปประยุกต์ใช้ครับ คำถามที่เราต้องช่วยกันตอบ
คือ

เราจะทำให้พวกชนชั้นปกครอง อำมาตย์ และราชวงศ์ได้เกิดสำนึกว่า
คนเราเกิดแก่เจ็บตาย และเป็นสัตว์โลกร่วมทุกข์กันทั้งสิ้น
การทำร้ายคนอื่น ก็คือทำร้ายตนเอง
และเมื่อมีปัญหา แล้วตนเองมีปัญหา ก็ต้องรู้จักละ ละ และเลิก
ในสิ่งที่ไม่เป็นคุณกับตนและผู้อื่น

การจะทำอย่างนี้ ต้องอาศัยความเข้มแข็งของหัวใจและความเข้าใจในธรรม
ระดับหนึ่ง แต่คนเราอยู่กันด้วยอารมณ์และเอาตัวตนไปปะทะกัน ภาพที่เรา
เห็นจึงวุ่นวายไม่รู้จักจบ... เมืองไทยเรา อาจจะต้องหันมาหาทางเลือก
ที่เหนือการเมือง เพื่อหาทางลัดในการแก้ปัญหาครับ

เหมือนเวลาเกิดไฟรั่วลงบนพื้นน้ำที่มีคนอยู่ในน้ำหกสิบกว่าล้านคน
วิธีการแก้ ไม่ใช่การกระโดดขึ้นบกแล้วผลักไสคนอื่นให้จมตายหายจาก
แต่ต้องหาทางวิ่งไปที่ปลั๊กไฟครับ...


โพสต์โดย : putai
icon ID # 1647638 - โพสต์เมื่อ : 2009-03-17 20:31:59 _ ปิดข้อความ ex-link 


คนเรามองเห็นแต่ความผิดของคนอื่น ส่วนความผิดของตนเองก็พยายามเอาคุณธรรม หรือจริยธรรมมาฉาบปิดทับไว้ กอบโกยผลประโยชน์จากความศรัทธา และความโง่งมงายโดยไม่แบ่งปันมายังประชาชนคนรากหญ้า การที่จะให้ผู้มีบารมีและอัตตาสูง จะมายอมรับความคิดของประชาชน และสำรวจตัวตนของตัวเองคงเป็นไปไม่ได้ เพราะได้โฆษณาชวนเชื่อมานานและยัดเยียดความศรัทธา และความดีที่ไม่มีอยู่จริง ถ้าจะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยเต็มใบก็ต้องรอให้ผู้มีบารมีหมด ความศรัทธา หรือหมดอายุขัยไปก่อน


โพสต์โดย : Tuxedo
ID # 1647642 - โพสต์เมื่อ : 2009-03-17 20:34:15 _ ปิดข้อความ ex-link 


ได้เวลา ล้างแผ่นดินแล้วอะครับ

กรรมวิธีเดิมๆๆ ที่เคยทำต้องไม่ทำอีก

ต้องเอาคนที่ทำความผิดมาลงโทษ

ให้เป็นเยี่ยงอย่างแล้วครับ

ไม่งั้นแผ่นดินนี้ก็ Fluctuation เหมือนเดิม



โพสต์โดย : piangdin
icon ID # 1647650 - โพสต์เมื่อ : 2009-03-17 20:37:52 _ ปิดข้อความ ex-link แก้ไข


สวัสดีครับ คุณputai
พวกที่อยู่ในรั้วในวังและคนที่เกาะรอบฐานราชบัลลังก์เขาได้ข้อมูลจากหัวใจ
พวกเราแค่ไหน พวกเขาอาจจะไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน ในสิ่งที่เป็นหลักธรรมพื้นฐาน
เพราะสิ่งที่พวกเขาได้ยิน อาจจะมีแค่คำสรรเสริญเยินยอ คำเพ็ดทูล คำยุแยง
ให้เห็นคนบางคน บางกลุ่มเป็นศัตรู ยิ่งอยู่ห่างจากประชาชน ยิ่งมีความกลัว
ยิ่งกลัว ก็ยิ่งปกป้องตนเอง และยิ่งปกป้องตนเอง ก็ยิ่งทำร้ายคนหมู่มาก

การจะแก้ปัญหา เราจึงควรยื่นหัวใจไปช่วยเขา
แต่ต้องเอากำลังของมวลมหาประชาชน ช่วยจัดระเบียบ
ช่วยวางของในบ้านเราให้ถูกที่ถูกทางครับ

สวัสดีครับ คุณTuxedo ขอบคุณที่คุณทำให้ผมได้รับข่าวสารอย่างไม่บกพร่อง
คงใช้เวลามากมายเพื่อการนี้ นับถือน้ำใจจริง ๆ ครับ
ผมเองก็เชื่อว่า เราต้องชำระล้างบ้านเราครับ แต่จะเอาเลือด หรือจะให้
คนผิดไปตักน้ำมาล้างตัวเอง แล้วล้างบ้านช่วยกัน จากนั้น ก็ทำตัวเสียใหม่
เรื่องใครผิดใครถูก ผมว่าเมืองไทยยังพอจะมีอะไรที่ทำให้เราหาทางออกได้
การให้อภัยโทษแล้วเริ่มต้นใหม่แบบคาดโทษไว้ แล้วเขียนกฎระเบียบแบบ
เข้มข้น จัดระเบียบบ้าน ระเบียบคนใหม่ นั่นแหละจึงจะเป็นการเริ่มต้นที่แท้จริง
ไปสู่เส้นทางอนาคตอันวัฒนาถาวร

คืนนี้ผมขอตัวนะครับ ผมมีธุระต้องทำอยู๋หลายชั่วโมง กว่าจะกลับมา
ก็คงดึกเกินไปสำหรับเวลาเมืองไทย

ขอบคุณที่แวะมาอ่าน และจะขอบคุณอย่างมาก หากพี่น้องจะช่วย
กันคิด ช่วยกันมอง ทำให้ประเด็นเริ่มต้นจากความคิดอันลึกซึ้ง
ของมหาบุรุษคานธี ได้กลายเป็นทิศทางที่ชัดเจนสำหรับการแก้ปัญหา
แบบไทย ๆ ครับ

แล้วสัญญาว่าจะแวะมาอ่าน และจะเป็นเพื่อนเรียนรู้กับพี่น้องประชาไท
ไปอีกนานครับ

ราตรีสวัสดิ์ล่วงหน้าครับ
เพียงดิน

แก้ไขล่าสุดเมื่อ 2009-03-17 20:44:06


โพสต์โดย : รักเสรีประชาธิปไตย
icon ID # 1647655 - โพสต์เมื่อ : 2009-03-17 20:42:38 _ ปิดข้อความ ex-link 


สวัสดีครับ คุณเพียงดิน
ผมดีใจมากและเป็นไปตามทีึ่คาดไว้ไม่มีผิดว่าคุณมีความมุ่งมั่นไม่มีถอยเช่นเดียวกับผม
กระทู้เรื่องเดียวกัน 4 กระทู้ของผม วันนี้ กระทู้แรกยังคงอยู่ กระทู้ 2-3 ถูกลบ
กระทู้ที่คุณมาชมคือกระทู้ที่ 4 ผมมีเทคนิคในการเสนอกระทู้แตกต่างกันดังที่คุณเห็นตัวแดงที่ผมเน้นคือกระทู้ที่โดนลบ
วันก่อนผมคาดไว้ล่วงหน้าแล้วว่ากระทู้คุณอาจถูกลบ และก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ
เช่นเดียวกับที่ผมโดน 2 กระทู้ในวันนี้ แต่ผมก็ยืนยันสิทธิที่จะโพสต์ต่อในชื่อใหม่ ความเห็นเดิมเช่นเดียวกับที่คุณทำเช่นกัน
ผมชอบกระทู้นี้ของคุณมากครับ สมแล้วที่ผมได้ยกย่องคุณว่า
"ผู้กล้าเรืองปัญญา"



โพสต์โดย : ดาวราย
ID # 1647660 - โพสต์เมื่อ : 2009-03-17 20:44:27 _ ปิดข้อความ ex-link 


พยายามใหม่ โพสต์แล้วเข้าไม่ได้ มันดีดกระเด็นข้อความหายไปเลย

จะเข้ามาใหกำลังใจคุณเพียงดิน ด้วยกลัวคุณจะหนีจาก ปชท ก็จำทำให้ความคิดดีๆ ของคุณ หายไปด้วย

คน เราบางทีความน้อยใจก็เกิดบ้าง เห็นใจ และเข้าใจความปรารถนาดีของคุณต่อชาติ บ้านเมืองแต่มันอาจสวนทางกับผู้ใช้อำนาจรัฐ และคุณเป็นคนเสรี ก็เลยเหมือนจะถูกจำกัดความคิด เลยเป็นเหมือนจุดแข็งที่ไม่ยอมงอ เลยจะลอยไปที่อื่น

สถานการณ์ดีขึ้นแล้ว(ใน ปชท) ขอให้ตั้งกระทู้ และโพสต์ต่อไปต่ะ รออ่านเสมอ...


โพสต์โดย : Hamiya
icon ID # 1647663 - โพสต์เมื่อ : 2009-03-17 20:45:24 _ ปิดข้อความ ex-link 



รีบอ่านอย่างรวดเร็ว กลัวโดนอุ้มหายปายอีกอ่ะค่ะ ลุงเพียงดิน

อ่านแล้ว รู้สึกได้ถึงความหวังดีและห่วงใยพี่น้องคนไทยและชาติไทยของลุง

แต่ทำใจยากจังค่ะ อ้ายคำว่า อภัยเนี่ย

แล้วววคิดอ่ะป่าวว่า พวกเค้าจะคิดดั้ยจิงๆ ไม่ช่าย หัวเราะชอบใจกับพวกรากหญ้าที่คิดโง่ๆ

มานเปนยังงี้มากี่สิบปีแล้วววอ่ะ คิดหรือค๊ะ ว่าพวกเค้าจะเปลี่ยนแปลงกานง่ายๆ

แล้วววเราก้อต้องกลับปายอยู่ในสภาพเดิมต่อไปเรื่อยๆ อีกกี่สิบปีก้อม่ายรุ

คุณยายเคยสอนว่า เจ็บแล้ววววต้องจำ ม่ายงั้นก้อเจ็บซ้ำซากอีก

ที่คิดอย่างงี้ ม่ะช่ายม่ะเห็นด้วยกะลุงน๊ะค๊ะ

แต่เข็ดแล้ววววจ้า








โพสต์โดย : fanny
ID # 1647667 - โพสต์เมื่อ : 2009-03-17 20:49:49 _ ปิดข้อความ ex-link 


โพสต์โดย : piangdin
ID # 1647579 - โพสต์เมื่อ : 2009-03-17 19:52:04 _ ปิดข้อความ


สวัสดีครับ คุณ Fanny ขอบคุณที่สนใจครับ
อาการที่ฝ่ายผู้ปกครอง ฝ่ายอำมาตย์ ทำผิดคิดชั่วจนเกินเลย
ผิดทำนองคลองธรรม และผิดแม้กระทั่งกฎหมายระหว่างประเทศ จนบ้านเมือง
เสียหายมหาศาลนั้น มันเข้ากับกฎที่ผมบอกไว้ว่า พวกนี้อ่อนแอมาก ไม่สามารถ
เข้าใจชีวิตที่มีมนุษยธรรมและไม่สามารถเปลี่ยนตนเองได้เอง เราจึงต้องช่วย
เหลือพวกเขา ซึ่งตรงนี้แหละที่สำคัญ คือ เราจะช่วยพวกเขาได้อย่างไร???

=============================
ประเด็นที่ fanny ไฮไลท์ ที่คุณเพียงดินเขียน ตรงนี้เป็นประเด็นที่น่าสนใจมากค่ะ..

คือ คน (อย่าง fanny) ที่ยังติดโกรธอยู่กับประเด็นความไม่เป็นธรรมที่ชนชั้นนำกระทำต่อคนรากหญ้า ก็ให้ใช้ประเด็นที่ว่า "คนพวกนี้คือคนที่อ่อนแอ และยังคิดไม่ได้ และเราควรใช้เมตตาจิตเข้าไปช่วยเหลือ"

fanny เข้าใจแล้ว และจะพยายามทำใจให้เป็นแบบนั้น เพื่อลดความโกรธในใจ

fanny ว่า คนรากหญ้าเป็นคนสไตล์ "พูดง่าย ไม่เรื่องมาก" คงจะร่วมมือกันทำได้
แต่ อย่างไรก็ตาม พวกคนรากหญ้าจะทำแต่ฝ่ายเดียวก็คงไม่สำเร็จ หวังว่าคนชั้นนำ คงจะลดความเป็นตัวตน และทิฐิลง และมอบความเป็นธรรมให้กับคนรากหญ้าเพื่อสร้างความสมานฉันท์ในสังคม..

fanny ว่า คนรากหญ้าไม่ได้ต้องการ และเรียกร้องอะไรที่มันเกินจริง หรือ เว่อร์ เลย...
เพียงขอความเป็นธรรม ขอที่ยืนอย่างเท่าเทียมในสังคม และให้มีศักดิ์ศรีความเป็นมุษย์เท่านั้น

หวังอย่างยิ่งว่า บทความนี้จะเป็น จุดเริ่มต้นของความสมานฉันท์ ที่แท้จริง 
Posted by Jaiseree at 6:58 AM

No comments:

Post a Comment